Queen Sirikit

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ตลอดพระชนมชีพแห่งการอุทิศ พระเมตตา และพระราชกรณียกิจ (พ.ศ. 2475 – 2568)

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยได้สูญเสียหนึ่งในบุคคลอันทรงคุณค่าที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระปรีชาสามารถ และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สิริพระชนมายุ 93 พรรษา
ตลอดพระชนมชีพ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย เป็นเส้นทางแห่งความรัก ความเสียสละ และการรับใช้ประชาชนอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ซึ่งยังคงสถิตอยู่ในดวงใจของคนไทยตราบนานเท่านาน

ถวายความรำลึก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอุทิศทุกช่วงเวลาของพระชนมชีพเพื่อความผาสุกของประชาชน พระองค์คือสัญลักษณ์แห่งความอ่อนโยน งดงาม และความเป็นแม่ของแผ่นดินอย่างแท้จริง
พระเมตตาได้เยียวยาหัวใจ พระปรีชาชาญได้จุดประกายแรงบันดาลใจ และพระกรุณาธิคุณได้รวมใจคนไทยทั้งชาติให้เป็นหนึ่งเดียว

ขอพระองค์ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย

และขอพระบารมีของพระองค์ทรงสถิตอยู่ในหัวใจของปวงชนชาวไทยตราบนิรันดร์

พ.ศ. 2475 – 2492: ช่วงวัยเยาว์และการศึกษา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ประสูติเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ กรุงเทพมหานคร เป็นพระธิดาใน หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และ หม่อมหลวงบัว กิติยากร
ทรงสำเร็จการศึกษาระดับประถมและมัธยมจากโรงเรียนราชินี และโรงเรียนคอนแวนต์เซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ และทรงได้รับการอบรมบ่มเพาะให้เป็นผู้มีระเบียบวินัย อ่อนโยน และมีความรับผิดชอบตั้งแต่วัยเยาว์

ในช่วงปลายทศวรรษ 2480 เมื่อพระบิดาได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศส พระองค์ได้เสด็จไปศึกษาต่อ ณ กรุงปารีส, โคเปนเฮเกน และ กรุงลอนดอน ทรงมีโอกาสศึกษาภาษา วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมของชาติตะวันตก ซึ่งต่อมามีส่วนสำคัญในการทรงงานด้านการทูตและการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในเวทีนานาชาติ

พ.ศ. 2492 – 2493: เสด็จพบและทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ในปี พ.ศ. 2492 ระหว่างที่ประทับอยู่ ณ กรุงปารีส พระองค์ได้มีโอกาสทรงพบกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ 9) ซึ่งขณะนั้นทรงศึกษาต่ออยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ความสัมพันธ์อันงดงามระหว่างทั้งสองพระองค์ได้พัฒนาเป็นความรักอันมั่นคง

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ทั้งสองพระองค์ได้ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย ณ พระตำหนักสระปทุม และในอีกไม่กี่วันถัดมา วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้โดยเสด็จในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระบรมมหาราชวัง และทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมราชินีแห่งประเทศไทย

พุทธทศวรรษ 2490 – 2500: สมเด็จพระบรมราชินีและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ตลอดทศวรรษ 2490 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร หรือหมู่บ้านชนบท พระองค์ทรงลงพื้นที่ด้วยพระองค์เองโดยยานพาหนะหลากหลายชนิด ทั้งรถจี๊ป เรือ และบางครั้งถึงขั้นทรงช้าง เพื่อพบปะเกษตรกร ชาวประมง และประชาชนผู้ยากไร้ เพื่อทรงรับทราบความเป็นอยู่และปัญหาของพสกนิกร

ในปี พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเสด็จออกทรงผนวช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่สมเด็จพระบรมราชินีได้ทรงปฏิบัติภารกิจสำคัญในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์ ซึ่งแสดงถึงพระปรีชาสามารถ ความมั่นคง และพระสติปัญญาอันเฉียบแหลม

ในช่วงเวลานี้ พระองค์ยังได้ทรงเริ่มต้นโครงการฝึกอาชีพเบื้องต้นสำหรับสตรีและครอบครัวในชนบท เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิต อันเป็นรากฐานของพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาอาชีพและสังคมในเวลาต่อมา

พ.ศ. 2503 – 2513: การทูตระหว่างประเทศและการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย

ในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ นับเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งแสดงถึงความก้าวหน้าและภาพลักษณ์อันสง่างามของประเทศไทยบนเวทีโลก

ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น พระสิริโฉมอันงดงาม พระอัธยาศัยที่อ่อนโยน และพระปรีชาญาณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้สร้างความประทับใจแก่ผู้นำประเทศต่าง ๆ และประชาชนทั่วโลก พระองค์ทรงเผยแพร่วัฒนธรรมไทยผ่านเครื่องแต่งกายที่ทรงออกแบบขึ้นเองจาก ผ้าไหมไทยที่ทอโดยช่างฝีมือชาวบ้าน ซึ่งงดงามเป็นเอกลักษณ์ จนได้รับคำชื่นชมอย่างกว้างขวางและนำไปสู่การฟื้นฟูและอนุรักษ์การทอผ้าไทยในเวลาต่อมา

การเสด็จพระราชดำเนินครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ช่างทอผ้าไทยรุ่นใหม่หันกลับมาภาคภูมิใจในศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของตน

พ.ศ. 2513 – 2519: การเล็งเห็นความจำเป็นในการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน

ในช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1970s) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้โดยเสด็จฯ ไปยังพื้นที่ชนบททั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรอย่างใกล้ชิด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นถึงความยากจนและปัญหาการขาดแคลนอาชีพ รวมถึงศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นที่กำลังเสื่อมถอยลง

ด้วยพระเมตตาและพระปณิธานแน่วแน่ในการช่วยเหลือประชาชน พระองค์จึงได้ทรงเริ่มต้นสนับสนุนกลุ่มทอผ้าชาวบ้าน และงานอาชีพเสริมอื่น ๆ เพื่อให้ครอบครัวในชนบทสามารถมีรายได้เพิ่มเติมและดำรงชีวิตอย่างมั่นคง โครงการเหล่านี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเสริมสร้างพลังให้แก่ประชาชนในระดับรากหญ้า

พ.ศ. 2519: การก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ในปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้ทรงสถาปนา “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” (The Foundation for the Promotion of Supplementary Occupations and Related Techniques – SUPPORT Foundation) อย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อพระราชดำริในการสร้างอาชีพให้กับประชาชนในชนบท

วัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิฯ ได้แก่

  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพอิสระและรายได้ที่มั่นคง
  • อนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมพื้นบ้าน
  • พัฒนาทักษะอาชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

ภายใต้พระราชดำริของพระองค์ มูลนิธิศิลปาชีพได้เปิดศูนย์ฝึกอบรมแห่งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978)พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดทักษะแก่ประชาชนทั่วประเทศ ทั้งการทอผ้า ปักผ้า เครื่องเงิน เครื่องปั้นดินเผา และการแกะสลักไม้

ผลงานของช่างฝีมือที่ผ่านการฝึกอบรมเหล่านี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะชั้นสูงของชาติ และได้ถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแสดงถึงความงดงามและความละเอียดประณีตของศิลปหัตถกรรมไทย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงเปลี่ยนชีวิตของผู้คนมากมาย โดยเฉพาะสตรีในชนบท ที่สามารถมีรายได้อย่างมั่นคง ลดความยากจน และยังได้ร่วมกันอนุรักษ์อัตลักษณ์ความเป็นไทยให้คงอยู่สืบไป

พ.ศ. 2523 – 2542: การขยายพระราชกรณียกิจด้านสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม

ช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2520 – 2530 (ค.ศ. 1980s) นับเป็น “ยุคทองแห่งพระราชกรณียกิจ” ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ได้ทรงริเริ่มและสนับสนุนโครงการระดับชาติหลายโครงการซึ่งยังคงดำเนินงานอย่างมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2523 – 2528: การส่งเสริมศิลปหัตถกรรมและผ้าไทย

ระหว่างปี พ.ศ. 2523 – 2528 พระองค์ทรงจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพและศูนย์ทอผ้าในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เช่น น่าน สุรินทร์ เชียงใหม่ และนราธิวาส เพื่อฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการทอผ้าและศิลปะพื้นบ้านไทยให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง

ต่อมา พระองค์ทรงก่อตั้ง พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน (Arts of the Kingdom Museum) เพื่อจัดแสดงผลงานชิ้นเอกของช่างศิลป์ฝีมือเยี่ยมที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของมูลนิธิศิลปาชีพ โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปรียบเสมือนห้องนิทรรศการถาวรที่รวบรวมศิลปะไทยอันวิจิตรประณีต เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปหัตถกรรมไทยอันทรงคุณค่า

พ.ศ. 2529 – 2539: การพัฒนาด้านสาธารณสุขและสวัสดิภาพเด็ก

ระหว่างปี พ.ศ. 2529 – 2539 (ค.ศ. 1986 – 1996) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลังแก่โรงพยาบาลเด็ก ซึ่งต่อมาได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี” (Queen Sirikit National Institute of Child Health) เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลสำหรับเด็กและครอบครัวไทยทั่วประเทศให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับ สุขภาพสตรีและมารดาในพื้นที่ชนบท ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการส่งเสริมสุขภาพและสวัสดิภาพสำหรับหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงกิจกรรมให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรีและเด็กให้ดียิ่งขึ้น

พ.ศ. 2533 – 2542: การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

ในช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2530 – 2540 (ค.ศ. 1990s) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงตระหนักถึงปัญหาการทำลายป่าไม้และการลดลงของสัตว์ป่าของประเทศ ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์โครงการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าหลายโครงการ พร้อมทั้งทรงริเริ่มกิจกรรมปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ

พระองค์ทรงเน้นย้ำแนวคิดอันทรงคุณค่าว่า

“การดูแลรักษาธรรมชาติ คือ การดูแลอนาคตของลูกหลานของเรา”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์ทรงให้การคุ้มครองและส่งเสริมโครงการอนุรักษ์ “ช้างไทย” ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้เห็นถึงคุณค่าของช้างในฐานะเพื่อนร่วมชีวิตของคนไทย

พ.ศ. 2543 – 2553: การขยายงานในระดับชาติและนานาชาติ

ในปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ได้มีการจัดตั้ง ศูนย์สิริกิติ์บรรเทามะเร็งเต้านม (Queen Sirikit Centre for Breast Cancer – QSCBC) เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองและรักษาโรคมะเร็งเต้านมแก่สตรีทุกระดับชั้นโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พระองค์ทรงห่วงใยสตรีไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในชนบทหรือในเมือง

ด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ พระองค์ยังทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “Pink Park Village” ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพและให้กำลังใจแก่สตรีผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ขาดโอกาสในสังคม เพื่อให้พวกเธอกลับมามีกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้ง

ในด้านศิลปวัฒนธรรม พระองค์ยังได้ทรงก่อตั้ง พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (Queen Sirikit Museum of Textiles) ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ภายในพระบรมมหาราชวัง เพื่อรวบรวมและจัดแสดงผ้าโบราณและผ้าร่วมสมัยจากทั่วประเทศ พร้อมทั้งสืบสานพระราชปณิธานในการส่งเสริมศิลปะการทอผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน

พ.ศ. 2555 – 2559: การเสด็จเว้นจากภารกิจสาธารณะ

ในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงประชวรด้วยโรคหลอดเลือดสมอง และทรงจำเป็นต้องเว้นจากภารกิจสาธารณะหลายประการ อย่างไรก็ตาม พระราชมูลนิธิและโครงการต่าง ๆ ยังคงดำเนินงานต่อไปภายใต้หลักการและพระราชปณิธานที่พระองค์ทรงวางไว้

ภายหลังการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 พระองค์ทรงได้รับพระราชทานพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก ความอบอุ่น และการทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย

พ.ศ. 2562 – 2568: ช่วงปลายพระชนมชีพและการถวายความอาลัยของชาติ

ในช่วงบั้นปลายพระชนมชีพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ประทับรักษาพระอาการประชวรภายใต้การดูแลของคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่พระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎรอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รัฐบาลประกาศให้มีการไว้ทุกข์ทั่วราชอาณาจักรเป็นเวลา 1 ปี เพื่อถวายความอาลัยแด่พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจัดขึ้นด้วยความสงบ สำรวม และเปี่ยมด้วยความอาลัยยิ่ง ประชาชนไทยนับล้านร่วมถวายความเคารพและรำลึกถึงพระองค์ในฐานะ “แม่ของแผ่นดิน” ที่ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ

พระราชกรณียกิจที่ยังคงสืบเนื่อง

มรดกแห่งพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ยังคงดำรงอยู่ผ่านโครงการและสถาบันต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงริเริ่ม ได้แก่

  • มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ (พ.ศ. 2519 – ปัจจุบัน) สร้างงาน สร้างอาชีพ และอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมไทย
  • พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน (พ.ศ. 2542 – ปัจจุบัน) แสดงผลงานช่างศิลป์ไทยอันทรงคุณค่า
  • สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (พ.ศ. 2539 – ปัจจุบัน) ยกระดับการดูแลสุขภาพเด็ก
  • พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ (พ.ศ. 2555 – ปัจจุบัน) รักษาและเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทย
  • ศูนย์สิริกิติ์บรรเทามะเร็งเต้านม (พ.ศ. 2547 – ปัจจุบัน) ส่งเสริมสุขภาพสตรีไทย
  • โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า (พ.ศ. 2530 – ปัจจุบัน) สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

พระราชกรณียกิจทั้งหมดนี้สะท้อนถึงพระราชดำริอันแน่วแน่ว่า “การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน ต้องเริ่มต้นจากศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม และความรักในธรรมชาติ”

Queen Sirikit

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ เวลา ๒๑.๒๑ น.
สิริพระชนมพรรษา ๙๓ พรรษา
ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย
ข้าพระพุทธเจ้าน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากร โรงเรียนนานาชาติแอสคอต

A top IB World School in Bangkok

cropped ASCOT LOGO offwhite
ib world school logo white solid rev

Communicate. Collaborate. Respect.