
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยได้สูญเสียหนึ่งในบุคคลอันทรงคุณค่าที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระปรีชาสามารถ และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สิริพระชนมายุ 93 พรรษา
ตลอดพระชนมชีพ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย เป็นเส้นทางแห่งความรัก ความเสียสละ และการรับใช้ประชาชนอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ซึ่งยังคงสถิตอยู่ในดวงใจของคนไทยตราบนานเท่านาน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอุทิศทุกช่วงเวลาของพระชนมชีพเพื่อความผาสุกของประชาชน พระองค์คือสัญลักษณ์แห่งความอ่อนโยน งดงาม และความเป็นแม่ของแผ่นดินอย่างแท้จริง
พระเมตตาได้เยียวยาหัวใจ พระปรีชาชาญได้จุดประกายแรงบันดาลใจ และพระกรุณาธิคุณได้รวมใจคนไทยทั้งชาติให้เป็นหนึ่งเดียว
ขอพระองค์ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย
และขอพระบารมีของพระองค์ทรงสถิตอยู่ในหัวใจของปวงชนชาวไทยตราบนิรันดร์
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ประสูติเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ กรุงเทพมหานคร เป็นพระธิดาใน หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และ หม่อมหลวงบัว กิติยากร
ทรงสำเร็จการศึกษาระดับประถมและมัธยมจากโรงเรียนราชินี และโรงเรียนคอนแวนต์เซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ และทรงได้รับการอบรมบ่มเพาะให้เป็นผู้มีระเบียบวินัย อ่อนโยน และมีความรับผิดชอบตั้งแต่วัยเยาว์
ในช่วงปลายทศวรรษ 2480 เมื่อพระบิดาได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศส พระองค์ได้เสด็จไปศึกษาต่อ ณ กรุงปารีส, โคเปนเฮเกน และ กรุงลอนดอน ทรงมีโอกาสศึกษาภาษา วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมของชาติตะวันตก ซึ่งต่อมามีส่วนสำคัญในการทรงงานด้านการทูตและการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในเวทีนานาชาติ
ในปี พ.ศ. 2492 ระหว่างที่ประทับอยู่ ณ กรุงปารีส พระองค์ได้มีโอกาสทรงพบกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ 9) ซึ่งขณะนั้นทรงศึกษาต่ออยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ความสัมพันธ์อันงดงามระหว่างทั้งสองพระองค์ได้พัฒนาเป็นความรักอันมั่นคง
ต่อมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ทั้งสองพระองค์ได้ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย ณ พระตำหนักสระปทุม และในอีกไม่กี่วันถัดมา วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้โดยเสด็จในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระบรมมหาราชวัง และทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมราชินีแห่งประเทศไทย
ตลอดทศวรรษ 2490 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร หรือหมู่บ้านชนบท พระองค์ทรงลงพื้นที่ด้วยพระองค์เองโดยยานพาหนะหลากหลายชนิด ทั้งรถจี๊ป เรือ และบางครั้งถึงขั้นทรงช้าง เพื่อพบปะเกษตรกร ชาวประมง และประชาชนผู้ยากไร้ เพื่อทรงรับทราบความเป็นอยู่และปัญหาของพสกนิกร
ในปี พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเสด็จออกทรงผนวช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่สมเด็จพระบรมราชินีได้ทรงปฏิบัติภารกิจสำคัญในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์ ซึ่งแสดงถึงพระปรีชาสามารถ ความมั่นคง และพระสติปัญญาอันเฉียบแหลม
ในช่วงเวลานี้ พระองค์ยังได้ทรงเริ่มต้นโครงการฝึกอาชีพเบื้องต้นสำหรับสตรีและครอบครัวในชนบท เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิต อันเป็นรากฐานของพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาอาชีพและสังคมในเวลาต่อมา
ในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ นับเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งแสดงถึงความก้าวหน้าและภาพลักษณ์อันสง่างามของประเทศไทยบนเวทีโลก
ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น พระสิริโฉมอันงดงาม พระอัธยาศัยที่อ่อนโยน และพระปรีชาญาณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้สร้างความประทับใจแก่ผู้นำประเทศต่าง ๆ และประชาชนทั่วโลก พระองค์ทรงเผยแพร่วัฒนธรรมไทยผ่านเครื่องแต่งกายที่ทรงออกแบบขึ้นเองจาก ผ้าไหมไทยที่ทอโดยช่างฝีมือชาวบ้าน ซึ่งงดงามเป็นเอกลักษณ์ จนได้รับคำชื่นชมอย่างกว้างขวางและนำไปสู่การฟื้นฟูและอนุรักษ์การทอผ้าไทยในเวลาต่อมา
การเสด็จพระราชดำเนินครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ช่างทอผ้าไทยรุ่นใหม่หันกลับมาภาคภูมิใจในศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของตน
ในช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1970s) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้โดยเสด็จฯ ไปยังพื้นที่ชนบททั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรอย่างใกล้ชิด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นถึงความยากจนและปัญหาการขาดแคลนอาชีพ รวมถึงศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นที่กำลังเสื่อมถอยลง
ด้วยพระเมตตาและพระปณิธานแน่วแน่ในการช่วยเหลือประชาชน พระองค์จึงได้ทรงเริ่มต้นสนับสนุนกลุ่มทอผ้าชาวบ้าน และงานอาชีพเสริมอื่น ๆ เพื่อให้ครอบครัวในชนบทสามารถมีรายได้เพิ่มเติมและดำรงชีวิตอย่างมั่นคง โครงการเหล่านี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเสริมสร้างพลังให้แก่ประชาชนในระดับรากหญ้า
ในปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้ทรงสถาปนา “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” (The Foundation for the Promotion of Supplementary Occupations and Related Techniques – SUPPORT Foundation) อย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อพระราชดำริในการสร้างอาชีพให้กับประชาชนในชนบท
วัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิฯ ได้แก่
ภายใต้พระราชดำริของพระองค์ มูลนิธิศิลปาชีพได้เปิดศูนย์ฝึกอบรมแห่งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดทักษะแก่ประชาชนทั่วประเทศ ทั้งการทอผ้า ปักผ้า เครื่องเงิน เครื่องปั้นดินเผา และการแกะสลักไม้
ผลงานของช่างฝีมือที่ผ่านการฝึกอบรมเหล่านี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะชั้นสูงของชาติ และได้ถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแสดงถึงความงดงามและความละเอียดประณีตของศิลปหัตถกรรมไทย
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงเปลี่ยนชีวิตของผู้คนมากมาย โดยเฉพาะสตรีในชนบท ที่สามารถมีรายได้อย่างมั่นคง ลดความยากจน และยังได้ร่วมกันอนุรักษ์อัตลักษณ์ความเป็นไทยให้คงอยู่สืบไป
ช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2520 – 2530 (ค.ศ. 1980s) นับเป็น “ยุคทองแห่งพระราชกรณียกิจ” ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ได้ทรงริเริ่มและสนับสนุนโครงการระดับชาติหลายโครงการซึ่งยังคงดำเนินงานอย่างมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน
ระหว่างปี พ.ศ. 2523 – 2528 พระองค์ทรงจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพและศูนย์ทอผ้าในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เช่น น่าน สุรินทร์ เชียงใหม่ และนราธิวาส เพื่อฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการทอผ้าและศิลปะพื้นบ้านไทยให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง
ต่อมา พระองค์ทรงก่อตั้ง พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน (Arts of the Kingdom Museum) เพื่อจัดแสดงผลงานชิ้นเอกของช่างศิลป์ฝีมือเยี่ยมที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของมูลนิธิศิลปาชีพ โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปรียบเสมือนห้องนิทรรศการถาวรที่รวบรวมศิลปะไทยอันวิจิตรประณีต เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปหัตถกรรมไทยอันทรงคุณค่า
ระหว่างปี พ.ศ. 2529 – 2539 (ค.ศ. 1986 – 1996) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลังแก่โรงพยาบาลเด็ก ซึ่งต่อมาได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี” (Queen Sirikit National Institute of Child Health) เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลสำหรับเด็กและครอบครัวไทยทั่วประเทศให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับ สุขภาพสตรีและมารดาในพื้นที่ชนบท ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการส่งเสริมสุขภาพและสวัสดิภาพสำหรับหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงกิจกรรมให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรีและเด็กให้ดียิ่งขึ้น
ในช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2530 – 2540 (ค.ศ. 1990s) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงตระหนักถึงปัญหาการทำลายป่าไม้และการลดลงของสัตว์ป่าของประเทศ ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์โครงการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าหลายโครงการ พร้อมทั้งทรงริเริ่มกิจกรรมปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ
พระองค์ทรงเน้นย้ำแนวคิดอันทรงคุณค่าว่า
“การดูแลรักษาธรรมชาติ คือ การดูแลอนาคตของลูกหลานของเรา”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์ทรงให้การคุ้มครองและส่งเสริมโครงการอนุรักษ์ “ช้างไทย” ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้เห็นถึงคุณค่าของช้างในฐานะเพื่อนร่วมชีวิตของคนไทย
ในปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ได้มีการจัดตั้ง ศูนย์สิริกิติ์บรรเทามะเร็งเต้านม (Queen Sirikit Centre for Breast Cancer – QSCBC) เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองและรักษาโรคมะเร็งเต้านมแก่สตรีทุกระดับชั้นโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พระองค์ทรงห่วงใยสตรีไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในชนบทหรือในเมือง
ด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ พระองค์ยังทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “Pink Park Village” ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพและให้กำลังใจแก่สตรีผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ขาดโอกาสในสังคม เพื่อให้พวกเธอกลับมามีกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้ง
ในด้านศิลปวัฒนธรรม พระองค์ยังได้ทรงก่อตั้ง พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (Queen Sirikit Museum of Textiles) ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ภายในพระบรมมหาราชวัง เพื่อรวบรวมและจัดแสดงผ้าโบราณและผ้าร่วมสมัยจากทั่วประเทศ พร้อมทั้งสืบสานพระราชปณิธานในการส่งเสริมศิลปะการทอผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน
ในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงประชวรด้วยโรคหลอดเลือดสมอง และทรงจำเป็นต้องเว้นจากภารกิจสาธารณะหลายประการ อย่างไรก็ตาม พระราชมูลนิธิและโครงการต่าง ๆ ยังคงดำเนินงานต่อไปภายใต้หลักการและพระราชปณิธานที่พระองค์ทรงวางไว้
ภายหลังการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 พระองค์ทรงได้รับพระราชทานพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก ความอบอุ่น และการทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย
ในช่วงบั้นปลายพระชนมชีพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ประทับรักษาพระอาการประชวรภายใต้การดูแลของคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่พระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎรอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รัฐบาลประกาศให้มีการไว้ทุกข์ทั่วราชอาณาจักรเป็นเวลา 1 ปี เพื่อถวายความอาลัยแด่พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจัดขึ้นด้วยความสงบ สำรวม และเปี่ยมด้วยความอาลัยยิ่ง ประชาชนไทยนับล้านร่วมถวายความเคารพและรำลึกถึงพระองค์ในฐานะ “แม่ของแผ่นดิน” ที่ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ
มรดกแห่งพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ยังคงดำรงอยู่ผ่านโครงการและสถาบันต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงริเริ่ม ได้แก่
พระราชกรณียกิจทั้งหมดนี้สะท้อนถึงพระราชดำริอันแน่วแน่ว่า “การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน ต้องเริ่มต้นจากศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม และความรักในธรรมชาติ”


